อาหารในฐานะสื่อศิลปะและสายสัมพันธ์
“Breast Stupa Cookery”เป็นโครงการศิลปะเชิงความร่วมมือที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548
โดยศิลปินไทย พินรี สัณพิทักษ์ ซึ่งเป็นการสำรวจว่าพ่อครัวและแม่ครัวตีความรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ—ทรงอกและเจดีย์—ได้อย่างไร แนวคิดนี้ผสานระหว่างความรู้สึกทางกายและความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเชฟมืออาชีพและเชฟสมัครเล่นได้รังสรรค์เมนูอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแม่พิมพ์ทำอาหารรูป เจดีย์ทรงอก ซึ่งเธออกแบบขึ้นโดยเฉพาะ ผลิตจากวัสดุหลากหลาย อาทิ อะลูมิเนียมหล่อ เครื่องเคลือบแก้ว แก้วคริสตัล ถาดช็อกโกแลต และแม่พิมพ์คุกก
พินรี สัณพิทักษ์ (เกิด พ.ศ. 2504, ประเทศไทย) เป็นศิลปินร่วมสมัยชาวไทยผู้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีชื่อเสียงจากการสำรวจประเด็นสตรีเพศ ร่างกายผู้หญิง และการทำให้จิตวิญญาณปรากฏรูป ผ่านสื่อจิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะจัดวาง ลวดลายทรวงอกอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอสะท้อนทั้งความเป็นมารดาและความศักดิ์สิทธิ์ โดยมักชวนให้นึกถึงรูปทรงของเจดีย์ในพุทธศิลป์
ผลงานของเธอมักบูรณาการรูปทรงจากชีวิตประจำวัน เช่น ชาม หมอน โอ่ง และเสื่อ เพื่อเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับประสบการณ์และความทรงจำในชีวิตจริง พินรีเคยจัดแสดงผลงานในเทศกาลศิลปะนานาชาติสำคัญหลายแห่ง อาทิ เวนิส ซิดนีย์ เซะโตะอุจิ และ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล อีกทั้งยังเคยแสดงผลงานจัดวางขนาดใหญ่ ณ สถาบันศิลปะชั้นนำ เช่น LACMA (Los Angeles County Museum of Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยออสเตรเลีย และ มูลนิธิศิลปะร่วมสมัยเชอร์แมน เธอได้รับรางวัลศิลปาธรใน พ.ศ. 2550 และผลงานของเธอถูกเก็บรักษาในคอลเลกชันสาธารณะกว่า 30 แห่งทั่วโลก นอกเหนือจากการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะ เธอยังดำรงตำแหน่งกรรมการมูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน อีกเช่นกัน
เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี มูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน ภูมิใจเสนอ
Breast Stupa Cookery and beyond
ดื่มด่ำประสบการณ์การรังสรรค์อาหารอันน่าตื่นตาตื่นใจในงานกาลาดินเนอร์ ที่ถ่ายทอดผลงาน Breast Stupa Cookery ของ พินรี สัณพิทักษ์ ศิลปินร่วมสมัยชั้นนำของไทย ร่วมชมการตีความแม่พิมพ์รูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ผ่านฝีมือเชฟ ที่แปรเปลี่ยนสู่งานศิลปะบนโต๊ะอาหาร หลอมรวมความละเมียดละไมทางประสาทสัมผัสเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ของรูปทรง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนที่ศิลปะและศาสตร์แห่งการปรุงอาหารมาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบ
“Breast Stupa Cookery – Gala Dinner”
งานกาลาดินเนอร์ฉลองครบรอบ 50 ปี มูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน
Breast Stupa Cookery โดย พินรี สัณพิทักษ์ ร่วมกับ สำรับสำหรับไทย
งานกาลาดินเนอร์ครั้งนี้นับเป็นการกลับมาอีกครั้งของโครงการ Breast Stupa Cookery ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของมูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน ควบคู่กับการครบรอบ 20 ปีของโครงการดังกล่าว ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสรสชาติอาหารไทยที่รังสรรค์โดยร้านอาหาร สำรับสำหรับไทย ภายใต้บรรยากาศที่รายล้อมด้วยผลงานศิลปะระดับนานาชาติของ พินรี สัณพิทักษ์
งานจะจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน และหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ในวันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป
สามารถสำรองที่นั่งได้ในราคา 7,900 บาทต่อที่นั่ง โดยกดปุ่มด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียน หรือสอบถามได้ที่ artcenter@jimthompsonhouse.org หรือโทร +66 62 601 2444 ทุกวัน เวลา 10.00–18.00 น.
มูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน
ในปี พ.ศ. 2518 ได้มีการจัดการประชุมหารือถึง การก่อตั้งมูลนิธิในการจัดการมรดกและทรัพย์สินที่ดินของจิม ทอมป์สันเป็นครั้งแรก ซึ่งภายหลังได้รับอนุญาตตามศาลจากรัฐบาล จัดตั้งเป็นมูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สันในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพฯ ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2519 ให้ดำเนินงาน เปิดพื้นที่เคหสถานเพื่อนำของสะสมส่วนตัวของจิม ทอมป์สันมาทำการจัดแสดงให้สาธารณชนเข้าชมในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ โดยภายหลังการหายสาบสูญของจิม ทอมป์สัน ครอบครัวของเขายืนยันในการสานต่อเจตนารมในการเก็บทรัพย์สินของสะสมล้ำค่าของเขาไว้ในประเทศไทยตามเดิม สืบทอดชื่อเสียงและตำนานของจิม ทอมป์สันในฐานะผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของศิลปวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป การดำเนินการของมูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สันในปัจจุบัน ดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการบริหารจำนวน 7 คน ทำหน้าที่บริการจัดการพิพิธภัณฑ์อนุรักษ์ของสะสมทั้งศิลปวัตถุและพุทธวัตถุจำนวนมหาศาล รวมถึงรักษาดูแลจดหมายเหตุสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจิม ทอมป์สันไว้อีกด้วย
มูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน ทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ในการเคารพและให้เกียรติแก่จิม ทอมป์สัน นักธุรกิจผ้าไหมไทยชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งรักและหลงใหลในวัฒนธรรมของไทยอย่างสุดซึ้ง จนนำไปการสร้างชื่อปลุกวงการผ้าไหมไทยให้คึกคัก อีกทั้งยังยกระดับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับภูมิภาค ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างระดับโลก เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมของจิม ทอมป์สัน ทางมูลนิธิจึงดำเนินการในส่วนการอนุรักษ์และส่งเสริมซึ่งศิลปวัฒนธรรมและหัตถศิลป์งานฝีมือ ดำรงสถานะเป็นหนึ่งในสถาบันศิลปวัฒนธรรมของไทยที่สำคัญที่สุดในระดับประเทศ มูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สันมีการดำเนินงานและใส่ความพยายามอย่างต่อเนื่อง ในการสืบสานซึ่งเจตนารมย์และคุณูปกรที่จิม ทอมป์สันได้สร้างไว้ ในการถ่ายทอดความงามและความลึกล้ำของศิลปวัฒนธรรมของไทยให้ชาวโลกได้ตระหนักถึง
หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน
หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2546 เป็นองค์กรศิลปะที่มีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นส่งเสริมซึ่งกิจกรรมและทุกกระบวนการทุ่มเททำงานทางศิลปะ จัดสร้างเป็นพื้นที่สำหรับการจัดแสดงซึ่งศิลปะร่วมสมัยในหลากหลายแขนง การปรับปรุงพื้นที่เพื่อสร้างหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2564 โดยขยับขยายจากพื้นที่เดิม ณ ชั้น 2 ของบ้านทรงไทยมายังสถานที่ตั้งใหม่ในซอยเดียวกัน เพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงความหลากหลายทางพื้นที่ในการจัดแสดงและวิสัยทัศน์ที่ไกลมากขึ้น เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่ครอบคลุมและอเนกประสงค์ รองรับทุกๆประสบการณ์ศิลป์ร่วมสมัย เป็นที่ยอมรับทั้งในกรุงเทพมหานครและวงกว้าง การขยับขยายสถานที่ของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน มาพร้อมกับการจัดแสดงนิทรรศการที่หลากหลายมิติมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงพันธกิจที่ใช้ในการขับเคลื่อนวงการศิลปะ ในฐานะองค์กรศิลปะที่เป็นมิตรและครอบคลุม พูดถึงประเด็นร่วมสมัยและสำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศ ทั้งยังเป็นสอดรับการสะท้อนมุมมองในระดับภูมิภาคและนานาชาติผ่านศิลปะร่วมสมัย โดยกิจกรรมการจัดแสดงงานจะประกอบและหมุนเวียนด้วยผลงานทั้งในและต่างประเทศ อาศัยความร่วมมือจากหลากหลายเครือข่ายศิลปะในวงกว้าง ครอบคลุมทั้งเครือข่ายศิลปะจากชุมชนในท้องที่ และเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และองค์กรศิลปะอื่นๆในระดับนานาชาติ ในการจัดแสดงผลงานในประเด็นที่สอดคล้องและสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบันของสังคมโลก เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ชมประชากรในสังคมข้ามรุ่น และรอบรับความต้องการของกลุ่มผู้ชมในรุ่นถัดๆไปในอนาคตอีกด้วย
หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน เป็นอาคารสูง 4 ชั้น ออกแบบให้เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่รองรับการจัดแสดงและการใช้งานที่ครอบคลุมในหลากหลายมิติ ประกอบด้วยห้องแกลเลอรีจัดแสดงผลงานศิลปะจำนวน 2 ห้อง แบ่งตามขนาดใหญ่-เล็ก ชั้นดาดฟ้าสามารถปรับใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ ภายในอาคารมีร้านกาแฟ ร้านค้า และห้องสมุดวิลเลียม วอร์เรน ทั้งยังมีการจัดสัดส่วนห้องภายในอาคารสำหรับการใช้งานอื่นๆ และมีพื้นที่เปิดโล่งภายนอกอาคาร ที่เชื่อมฟังก์ชันและส่วนอื่นๆภายในอาคารเข้าด้วยกัน ปรัชญาการออกแบบซึ่งอาคารใหม่ของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน สอดคล้องกับพันธกิจในกิจกรรมการดำเนินงาน ในฐานะองค์กรทางศิลปะที่ครอบคลุม เป็นจุดศูนย์กลางในการพบปะของผู้คนทั้งในและนอกวงการศิลปะ พื้นที่ภายในอาคารออกมาให้สามารถรองรับการใช้งานที่อเนกประสงค์ มีพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์ครบทุกความพร้อมในการใช้งาน สามารถปรับเปลี่ยนไปตามกิจกรรมดำเนินงานสาธารณะต่างๆ การแสดงสด การจัดอบรม สัมมนา การแสดง การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) และกิจกรรมอื่นๆ
พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน
พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน เป็นบ้านเรือนทรงไทยปลูกด้วยไม้สักจำนวน 6 หลัง เป็นบ้านของจิม ทอมป์สัน นักธุรกิจผู้ประการชาวอเมริกัน ที่เดินทางมายังประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2489 หลังได้รับมอบหมายให้ประจําการที่สํานักงานด้านยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Services หรือ OSS) ที่ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นับเป็นหน่วยปฏิบัติการลับแรกของกองทัพสหรัฐอเมริกาก่อนการกำเนิดของหน่วย CIA ภายหลังปลดประจำการทหาร จิม ทอมป์สันได้ก่อตั้งบริษัทอุตสาหกรรมผ้าไหมไทย และอุทิศตนในการพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยผ่านการร่วมมือกับชุมชนบ้านครัว ชุมชนพื้นที่ริมคลองแสนแสบ ที่ขึ้นชื่อในกิจการทอผ้าจากความสามารถในการทอผ้าด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอิสลามิกชนชาวจาม จนเกิดการรวมตัวเป็นอุตสหกรรมครอบครัวตลอดช่วงปี พ.ศ. 2493 ภายหลังจิม ทอมป์สันได้ทำการปลูกเรือนไทยจำนวน 6 หลัง โดยทำการซื้อเรือนไทยหลังเก่าจากหลายพื้นที่ในประเทศก่อนจะนำมาประกอบเป็นเรือนหมู่หลังใหญ่แบบประยุกต์ด้วยแนวคิดใหม่แบบทันสมัย (Modern Twist) ริมคลองแสนแสบตรงข้ามกับบ้านของชุมชนชาวจาม มีเก็บการสะสมโบราณศิลปวัตถุที่สำคัญทางแทบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้เป็นจำนวนมาก
พินรี สัณฑ์พิทักษ์
Breast Stupa Cookery ร่วมกับ สำรับสำหรับไทย
วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2568
บ้านจิม ทอมป์สัน ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนท้องถิ่น วัด และมัสยิด เมนูในครั้งนี้จึงได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารของชุมชนบ้านครัว ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมที่เก่าแก่ในประเทศไทย และเป็นที่รู้จักจากการมีส่วนสำคัญต่อการทอผ้าไหมให้กับจิม ทอมป์สัน นอกจากนี้ เมนูยังได้รับอิทธิพลจากตำราอาหารเก่าแก่ที่เขียนขึ้นโดยสตรีชั้นสูงเชื้อสายไทย จีน และมุสลิม เมนูนี้สะท้อนพลวัตทางวัฒนธรรมอาหารที่ถูกส่งทอดผ่านมือของผู้หญิงที่เป็นคนคิดคนปรุง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
เชฟปริญญ์ ผลสุข คือหนึ่งในผู้นำทางสายอาหารไทยยุคใหม่ ผู้เปี่ยมด้วยความหลงใหลในการอนุรักษ์สูตรอาหารโบราณของไทย และถ่ายทอดออกมาใหม่อย่างเคารพต่อรากเหง้าและบริบทของยุคปัจจุบัน
เชฟปริญญ์เติบโตมาในครอบครัวชาวนาในภาคเหนือของประเทศไทย และซึมมซับวัฒนธรรมอาหารไทยตั้งแต่วัยเยาว์ เส้นทางสายครัวของเขาเริ่มต้นที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ภายใต้การดูแลของเชฟวิชิต มุกุระ ผู้ได้รับฉายาว่าเป็น “ทูตวัฒนธรรมอาหารไทย” ก่อนจะได้รับการทาบทามจากเชฟชาวออสเตรเลียชื่อดัง เดวิด ทอมป์สัน ให้ไปดูแลครัวร้านน้ำ ทั้งในกรุงลอนดอนและกรุงเทพฯ
ด้วยความทรงจำที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของอาหารไทยพื้นบ้านแบบทำกินเอง เชฟปริญญ์และคู่ชีวิตผู้เป็นนักเคลื่อนไหวด้านอาหาร มินต์ จารุกิตติคุณ ได้ออกเดินทางสำรวจทั่วประเทศไทย เพื่อลงลึกถึงวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่น ค้นคว้าสูตรอาหารที่ถูกลืมเลือน และตามหารสชาติจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่เกือบสูญหาย ในพ.ศ. 2560 ทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้งร้านอาหารเพื่อการเรียนรู้ “สำรับสำหรับไทย” พื้นที่ที่เป็นทั้งห้องทดลองและเวทีแลกเปลี่ยน เพื่อส่งเสริมคุณค่าของวัตถุดิบพื้นบ้านและภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นไทยจากต้นทางอย่างแท้จริง

Raw (2010). Acrylic, Pencil on Canvas.

Rooting (2009). Paper, Acrylic, Pastel on Canvas.

Precariously Sacred (2000 - 2001). Glazed terracotta 120 pieces.

Noon-Nom (2016). Textile, Synthetic Fiber.

Two Breasts (1995). Acrylic, Pastel, Charcoal on Canvas.

Balancing Line (2009). Acrylic on Canvas.

Pinaree Sanpitak, Mor Taan No. 1-9 (2023). Photo Credit: Aroon Peampoonsopon

Pinaree Sanpitak, Pots No.1-11, (2023). Photo Credit: Aroon Peampoonsopon

Pinaree Sanpitak, Noon-Nom 2016 (2016). Photo Credit: Aroon Peampoonsopon

Pinaree Sanpitak, Balancing Line and Rooting (2009). Photo Credit: Aroon Peampoonsopon

Pinaree Sanpitak, Breast Stupa Cookery and Beyond (2025). Photo Credit: Aroon Peampoonsopon

Pinaree Sanpitak, Precariously Sacred (2000-2002). Photo Credit: Aroon Peampoonsopon
